สสก.5 สงขลา ดันเกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP/อินทรีย์ จับมือกรมวิชาการเกษตร 

สสก.5 สงขลา ดันเกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP/อินทรีย์ จับมือกรมวิชาการเกษตร

รับรองแปลงเบิกทางขึ้นห้าง-ส่งนอก ปีหน้าเพิ่มเป้าตรวจรับรอง

กรมส่งเสริมการเกษตร โดย สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ได้มีการดำเนินงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ตามคำสั่งคณะทำงานความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตร ระดับเขต ประกอบด้วย สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 7 และ 8 สำนักงานเกษตรจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัด 15 ศูนย์ และศูนย์ปฏิบัติการของกรมส่งเสริมการเกษตร 8 ศูนย์ โดยมีการประชุมหารือวางแผนการทำงานร่วมกัน ในปีงบประมาณ 2564 จำนวน 3 ครั้ง โดยได้ประชุมสรุปผลการดำเนินงานปี 2564 ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีการดำเนินงานตามความร่วมมือใน 4 ประเด็น คือ 1) ความร่วมมือในการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร GAP และเกษตรอินทรีย์ 2) การวิจัยในพื้นที่แบบ On Farm Research

ให้ดำเนินการในพื้นที่เดียวกับเป้าหมายการส่งเสริมเกษตรเชิงพื้นที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร 3) การถ่ายทอดเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ศึกษาวิจัย และสามารถนำมาส่งเสริมให้กับเกษตรกรได้ และ 4) การแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ปัจจุบันข้อจำกัดทางด้านการค้าระหว่างประเทศในการส่งผลผลิตทางการเกษตรไปจำหน่าย

มีข้อบังคับว่าด้วยสินค้าทางการเกษตรต้องผ่านมาตรฐานการรับรองที่เป็นสากล ดังนั้น สินค้าทางการเกษตรจึงควรมีมาตรฐานการรับรองที่เป็นสากล เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร GAP (Good Agricultural Practice) หรือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีเป็นแนวทางในการทำการเกษตร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี และปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนด GAP จึงเป็นมาตรฐานที่ครอบคลุมการผลิตสินค้าเกษตรครบวงจร ช่วยยกระดับผลผลิตขึ้นห้าง เป็นใบเบิกทางส่งออกคู่ค้าสำคัญทั้งจีน สหรัฐ และสหภาพยุโรป ซึ่งในการประชุมคณะทำงานฯ ด้านความร่วมมือในการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร GAP และเกษตรอินทรีย์ นั้น แม้ว่า มาตรฐาน GAP จะดำเนินการออกใบรับรองโดยกรมวิชาการเกษตร แต่ในทางปฏิบัติเกษตรต้องการข้อมูล ความรู้ และความเข้าใจในการปฏิบัติ เพื่อผลิตสินค้าเกษตรให้ได้ตามข้อกำหนดมาตรฐาน GAP โดย

กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานที่เป็นแกนหลักในการพัฒนาเกษตรกรให้เข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP

โดยใช้กลไกของอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน เกษตรกรผู้นำ ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร เกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ ร่วมเป็น GAP อาสา ซึ่งได้ผ่านการอบรมจาก มกอช. ช่วยแนะนำส่งเสริมให้ความรู้เกษตรกรให้ปฏิบัติตามข้อกำหนด GAP และมีนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรประจำตำบล เป็นพี่เลี้ยง ร่วมกันตรวจประเมินแปลงเบื้องต้น ก่อนนำส่งข้อมูลให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการตรวจรับรอง

นายสุพิท จิตรภักดี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สินค้าเกษตรที่เร่งดำเนินการเนื่องจากมีการส่งออก

ที่สำคัญในภาคใต้ คือ ไม้ผลซึ่งปลูกกันในระบบแปลงใหญ่ เพราะเป็นเชิงบังคับ ส่งผลให้สวนผลไม้ในภาคใต้ประมาณ 90% ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP แล้ว คงเหลืออีกเพียงไม่กี่แห่งที่ยังไม่ผ่านการรับรอง GAP

ซึ่งกำลังเร่งรณรงค์ ขณะที่ผู้ประกอบการล้งทุเรียนในภาคใต้จะมีศูนย์รวบรวมผลผลิตใหญ่อยู่ที่จังหวัดชุมพร และล้งมังคุด มีแหล่งรวบรวมผลผลิตใหญ่อยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP แล้ว ดังนั้นการส่งออกผลไม้โดยเฉพาะทุเรียนและมังคุดในภาคใต้จึงไม่น่าวิตกกังวลเรื่องการตรวจพบแมลงศัตรูพืชและสารตกค้างต่าง ๆ เกินค่ามาตรฐาน ในส่วนปี 2564 กรมวิชาการเกษตรได้ตรวจรับรองแปลงไม้ผลตามความร่วมมือ (MOU) ไปแล้ว 3,098 ราย 3,412 แปลง และได้มีการดำเนินการรับรองเพิ่มเติมจากเป้าหมายอีก 2,179 ราย 2,429 แปลง รวมพื้นที่ 11,698 ไร่ สำหรับปี 2565 ทราบว่ากรมวิชาการเกษตรเพิ่มเป้าหมายการตรวจรับรอง GAP ทั่วประเทศเป็น 150,000 แปลง

 

นอกจากความร่วมมือด้านการรับรองแหล่งผลิตพืชแล้ว ยังได้มีการร่วมมือกันในการ

นำงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรมาขยายผลในพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาหรือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรในพื้นที่ โดยเฉพาะการนำแหนแดงมาใช้ในการลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตในพืชผัก และการใช้เป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์ สำนักงานเกษตรจังหวัดในภาคใต้ได้นำงานวิจัยเรื่องการใช้แหนแดงมาเป็นฐานเรียนรู้ในศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และขยายผลไปยังเกษตรกรในพื้นที่ ทั้งที่เป็นแปลงเรียนรู้และเกษตรกรทั่วไป เช่น จังหวัดสงขลาได้นำไปส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกผักปลอดภัยอำเภอคลองหอยโข่งใช้ในการผลิตผักแบบยกแคร่ ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนในการใช้ปุ๋ยได้ จังหวัดนราธิวาสได้มีการส่งเสริมการเลี้ยงแหนแดงในฟาร์มตัวอย่าง เพื่อเป็นจุดเรียนรู้ของเกษตรกรในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินงานร่วมกันในการจัดตั้งศูนย์ชีวภัณฑ์ชุมชน (ศชช.) โดยมีการจัดตั้งในพื้นที่อำเภอสิงหนคร และอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา โดยมีการบูรณาการร่วมกันระหว่างสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 8 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสงขลา สำนักงานเกษตรอำเภอสิงหนคร และสำนักงานเกษตรอำเภอสทิงพระ ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่พึงพอใจต่อการตั้งศูนย์

ชีวภัณฑ์ชุมชน เนื่องจากในพื้นที่เกษตรกรมีการผลิตผักปลอดภัยไม่มีการใช้สารเคมี จึงมักพบปัญหาการทำลายพืชผักของศัตรูพืช การมีศูนย์ชีวภัณฑ์ตั้งอยู๋ในพื้นที่จึงทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงการใช้สารชีวภัณฑ์ต่าง ๆ ได้มากขึ้น คณะทำงานความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาเกษตรจึงเห็นควรให้มีการขยายผลศูนย์ภัณฑ์ชุมชนไปยังพื้นที่จังหวัดพัทลุง จำนวน 7 จุด เพื่อเป็นการแก้ปัญหาการผลิตพืชให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ต่อไป นายสุพิท กล่าวทิ้งท้าย

 

 

Related posts