นนทบุรี ผอ.รพ.พระนั่งเกล้า แจงกรณีสาวคลอดลูกเสียชีวต

นนทบุรี ผอ.รพ.พระนั่งเกล้า แจงกรณีสาวคลอดลูกเสียชีวตพร้อมช่วยเหลือเสนอกระทรวงเยียวยาตามมาตรา 41 ชดเชยความสูญเสีย ขณะพ่อแม่ยังคาใจ ทำไมไม่ให้หมอทำคลอดมาเคลียร์สาเหตุการตาย

จากกรณีนางสาวกรรณิกา สายทอง อายุ 26 ปี และนาย วิริทธิ์พล เลี้ยงสอน อายุ 24 ปี 2 สามีภรรยาพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งได้นำเอกสารหลักฐานเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับนายเกียรติคุณ ต้นยาง ( ทนายโป้ง ) ประธานชมรมทนายความจิตอาสา เพื่อขอความช่วยเหลือเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมหลังจากคลอดน้องลลิษา(ลูกสาว)ที่โรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่งย่านถนนรัตนาธิเบศร์ ได้เพียง 4 วัน แล้วลูกสาวเสียชีวิตคาโรงพยาบาล

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 เม.ย.64 หลังนางสาวกรรณิกา

คลอดลูกได้เพียง 1 ชั่วโมงแล้วมีพยาบาลแจ้งว่า น้องลลิษา (ลูกสาว)อุณหภูมิร่างกายต่ำออกซิเจนต่ำต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ วันที่ 7 เม.ย.64 ได้ไปสอบถามอาการเพิ่มเติมอาการยังทรงตัว วันที่ 8 เม.ย.64 ไปสอบถามอีกครั้งแจ้งผลเหมือนเดิม ( มาทราบภายหลังวันที่ 10 เมษายนว่าวันที่ 8 เมษายนได้มีการเจาะกระดูกสันหลังเพื่อตรวจหาเชื้อโดยไม่แจ้งให้ทราบ) จนกระทั่งวันที่ 10 เมษายน ทางโรงพยาบาลได้ติดต่อมาแจ้งว่าน้องลลิษามีอาการทรุด ต้องย้ายเข้าห้อง nicu ได้มีการให้ยากระตุ้นหัวใจกระตุ้นความดันและอื่นๆอีกหลายตัว ประมาณ 15 นาทีต่อมาหัวใจได้หยุดเต้นครั้งที่ 1 และได้มีการปั๊มหัวใจ ขึ้นมาใหม่และให้ยาเพิ่มจนหัวใจหยุดเต้นครั้งที่ 2 และ 3 ในเวลาไม่ห่างกัน และ เสียชีวิต เวลา 17.17 น

 ทางหมอรพ.ที่รักษาลูกของตนแจ้งว่าเสียชีวิตเพราะติดเชื้อในกระแสเลือดในเวลาต่อมาได้ส่งชันสูตรที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ผลออกมาคือเลือดออกจากโพรงสมองในทารกแรกเกิดซึ่งผลทั้ง 2 โรงพยาบาลไม่ตรงกันจึงอยากทราบสาเหตุที่แท้จริงหลังจากลูกเสียชีวิต ได้มีการขอเอกสารการรักษาจากโรงพยาบาล ดังกล่าวและมาทราบภายหลังว่ามีการแก้ไขวันที่ในเอกสารการยินยอมให้การรักษาจากวันที่ 6 เมษายนเป็นวันที่ 8 เมษายน ซึ่งวันที่ 8 เมษายนได้มีการเจาะกระดูกไขสันหลังโดยไม่ได้แจ้งให้ทราบ ส่วนเอกสารที่เซ็นจะเป็นใบยินยอมการรักษาให้เซ็นเมื่อวันที่ 6 หลังคลอดน้องได้ประมาณ 1 ชั่วโมงทางพยาบาลก็นำเอกสารมาให้ตนเซ็นเป็นใบยินยอมการรักษาตรงนี้ตนไม่ทราบว่าเป็นการรักษาของคุณแม่หรือเป็นการรักษาลูก ซึ่งทางโรงพยาบาลไม่ได้แจ้งให้ตนทราบ ตอนนี้ทางน้องอลิษายังอยู่ในห้องเย็นเนื่องจากต้องเก็บไว้เพราะจะต้องพิสูจน์ว่าน้องเสียชีวิตจากสาเหตุใดอยากให้ทางโรงพยาบาลออกมาชี้แจงรายละเอียดและสาเหตุว่าน้องเสียชีวิตเพราะอะไร

วันนี้ 14 พ.ค.64 เวลา 17.00 น. ที่ห้องประชุมชั้น 5 อาคารเจษฎาบดินทร์ รพ.พระนั่งเกล้า นางสาวกรรณิการ์ และนายวิริทธิ์พล สองสามี-ภรรยา ที่สูญเสียบุตรสาว และนายเกัยรติคุณ ต้นยาง (ทนายโป้ง) เข้าพบ นพ.มณเฑียร เพ็งสมบัติ ผอ.รพ.พระนั่งเกล้า พร้อมคณะผู้บริหาร โดยมีการถกเถียงพูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดเวลากว่า 1 ชั่วโมง แต่ก็หาข้อสรุปไม่ได้ เพราะทางแพทย์ที่ทำคลอดไม่ได้มาชี้แจง มีเพียงทาง รพ.รับปากจะช่วยเหลือด้วยการทำเรื่องส่งไปกระทรวงสาธารณสุขเพื่อขอให้ช่วยเหลือเยียวยาตามมาตรา 41 ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าสองเดือน ส่วนเรื่องรับผิดชอบในส่วนของโรงพยาบาลนั้น ทาง รพ.ยืนยันหมอทำตามหน้าที่วิชาหลักการแพทย์ และโรงพยาบาลเองก็ไม่มีงบประมาณเงินที่จะช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมเพราะเป็นหนี้กว่า 700 ล้านบาท และนัดเจรจาพูดคุยกันอีกครั้งในอาทิตย์หน้าเพื่อหาข้อสรุปยุติปัญหาที่เกิดขึ้น

นางสาวกรรณิการ์แม่ผูสูญเสียลูก กล่าวว่า วันนี้ได้นัดเจรจากับทางโรงพยาบาลได้พบ ผอ. รองผอ. และส่วนของผู้บริหาร แต่ยังไม่ได้พบทีมแพทย์ที่เป็นผู้ดูแลรักษาลูกของตนโดยตรง ได้รับการชี้แจงมาแต่ยังไม่ตรงกับประเด็นที่ตนต้องการทราบ ส่วนนี้ต้องปรึกษาทนายหาข้อเท็จจริงต่อไปว่าจะสรุปไปในแนวทางไหนได้ ในส่วนการเยียวยาก็ต้องปล่อยไปตามเรื่องขบวนการตามกฎหมายของเขา ส่วนสภาพจิตใจก็อยากให้หมอที่ดูแลลูกของตนเข้ามาเยียวยาจิตใจตนบ้าง

ขณะที่ นายเกียรติคุณ หรือ ทนายโป้ง กล่าวว่า วันนี้ได้เข้ามาพบกับผู้อำนวยการโรงพยาบาล และรองผู้อำนวยการ อาจารย์แพทย์ ทีมแพทย์ที่ดูแลของเคสนี้ หลายท่านได้ให้ความเห็นและออกมาอธิบายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าคุณหมอได้ทำหน้าที่เต็มที่แล้ว แต่คุณหมอเจ้าของเคสเองวันนี้ไม่ได้พบเลยยังไม่ทราบข้อเท็จจริง ซึ่งทางคุณพ่อคุณแม่ผู้เสียหายก็ยังติดใจอยู่ว่าสิ่งที่คุณหมออธิบายไม่ตรงกับความประสงค์ ระยะเวลาที่อยู่ที่โรงพยาบาลสิ่งที่เขาเจอกับสิ่งที่คุณหมออธิบายมันยังขัดแย้งไม่ตรงกัน ยังมีความข้องใจ ทางโรงพยาบาลได้นัดหมายสัปดาห์หน้าให้มาพบกับคุณหมอที่เป็นเจ้าของเคสให้มาอธิบายให้เข้าใจว่าคุณหมอได้ทำหน้าที่ถูกต้องแล้ว อยู่ที่ทางคุณพ่อคุณแม่ผู้เสียหายจะยอมรับกับสิ่งที่คุณหมออธิบายหรือไม่ ถ้าตกลงไม่ได้ต้องให้เป็นไปตามความประสงค์ของคุณพ่อคุณแม่ผู้เสียหาย จะดำเนินคดีทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง คดีทางปกครอง ในเรื่องของความเสียหายที่เกิดขึ้นจะต้องเยียวยาความเสียหายตามกฎหมายต่อไป

ภาพ-ข่าว กำพลศิลป์ วงษ์เดือน

ผู้สื่อข่าวนนทบุรี

Related posts