เชียงราย ย้ำชัดชายแดนเชียงรายตรึงกำลังแน่นป้องกันลักลอบเข้าเมือง

เชียงราย ย้ำชัดชายแดนเชียงรายตรึงกำลังแน่นป้องกันลักลอบเข้าเมือง
ณัฐวัตร ลาพิงค์/เชียงราย

ผบ.กองกำลังผาเมือง ชี้แจงวางกำลังเน้นตลอดแนวชายแดน 86 ชุดปฏิบัติการ กำลังพลกว่า 1000 นายตามแนวชายแดน ย้ำไม่มีการลักลอบเข้า-ออกชายแดน ตำหนิสื่อนำเสนอข่าวบิดเบือน สร้างความแตกตื่นให้กับประชาชน

วันที่ 11 พ.ค.64 ที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 3 กองกำลังผาเมือง ทาง พ.อ.สัมฤทธิ์ ฉัตรวัฒนาสกุล ผบ.ฉก.ม.3 กองกำลังผาเมือง ได้แถลงข่าวกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมา และไทย-สปป.ลาว ด้าน จ.เชียงราย ในช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 หลังจากที่สื่อมวลชนบางสำนักนำเสนอข่าวการเปิดสถานบันเทิงในเมืองท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ตรงกันข้าม อ.แม่สาย จ.เชียงราย จึงได้นำเสนอข้อเท็จจริงของสถานการณ์และการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เพื่อไม่ทำให้ตื่นตระหนกและมีผลกระทบต่อฝ่ายต่างๆ

พ.อ.สัมฤทธิ์ กล่าวว่าสถานบริการในเมืองท่าขี้เหล็กได้เปิดมาตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมาแล้ว แต่กลับมีการนำเสนอข่าวว่าเพิ่งเปิดในช่วงนี้ท่ามกลางสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยซึ่งถือว่าไม่เป็นผลดี สถานบันเทิงเหล่านี้ก็ไม่ได้รับพนักงานใหม่เข้าไปทำงาน เพราะประสบปัญหาเรื่องโควิด-19 ในประเทศไทย ประกอบกับการประกาศห้ามออกนอกเคหะสถาน ในท่าขี้เหล็กเอง และนักท่องเที่ยวก็ไม่สามารถเที่ยวกันได้ตามปกติ การนำเสนอข่าวว่าคนไทยข้ามไปทำงานในท่าขี้เหล็ก โดยเฉพาะเคยมีกลุ่มหรือคลัสเตอร์ผู้ป่วยจำนวนมากช่วงปลายปี 2563 การประโคมข่าวช่วงนี้จึงไม่เป็นผลดี ปัจจุบันกำลังพลที่ประจำอยู่ที่แนวชายแดนเฉพาะด้าน อ.แม่สาย คาบเกี่ยวไปทางสามมเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน มีมากถึง 86 ชุด กำลังพลเกือบพันคนต้องไปทำหน้าที่ดูแลไม่ให้มีการลักลอบข้ามเข้าออกชายแดนและกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งยืนยันว่าทุกคนไม่มีออกนอกลู่นอกทางและทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด ในส่วนของคณะกรรมการชายแดนไทย-เมียนมา ระดับท้องถิ่น หรือทีบีซี ฝ่ายเมียนมา ก็ยินดีช่วยสกัดกั้นทั้งการลักลอบข้ามฝั่งมาไทยและจากไทยไปเมียนมาทำให้การปฏิบัติงานง่ายขึ้น ตลอดเวลา 4 เดือนมานี้มีคนลักลอบข้ามไปฝั่งเมียนมาไม่เกิน 5 คน

“ผมเคารพในการทำงานของทุกฝ่ายโดยสื่อมวลชนก็มีเสรีภาพในการนำเสนอไม่มีใครไปบังคับได้ แต่ก็มีหน้าที่ในการนำเสนอข้อเท็จจริงโดยไม่บิดเบือน จึงจัดแถลงข่าวด้วยเรื่องนี้ เพื่อจะได้สร้างความเข้าใจไปยังฝ่ายต่างๆ โดยตั้งแต่เดือน เม.ย.เป็นต้นมาทหารที่ปฏิบัติงานอยู่ยังไม่ได้กลับบ้านเลยจนถึงกลางเดือน พ.ค.นี้ แต่ก็ยินดีในการปฏิบัติงาน แต่ข่าวที่ออกมาเหมือนกับว่าไม่มีทหารอยู่ที่ชายแดนและผู้คนเข้าออกได้เหมือนเข้าร้านสะดวกซื้อ จึงขอให้นำเสนอข่าวโดยอ้างอิงจากที่ผมได้แถลงแล้วนำเสนอเป็นข้อเท็จจริงออกไป” ผบ.ฉก.ม.3 กล่าว

ด้าน พ.อ.ปรีชา วงศ์สาขา เสธ.ฉก.ม.3 แถลงสถานการณ์ถึงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ว่านับตั้งแต่การเข้าไปบริหารประเทศของกองทัพเมียนมาก็มีการประกาศภาวะฉุกเฉินในเดือน ก.พ.2564 เป็นต้น มีการประท้วงตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศ แต่กรณีเมืองท่าขี้เหล็กนั้นสถานการณ์ไม่รุนแรงจนกระทั่งในปัจจุบันสถานการณ์เกือบเป็นปกติ และมีการค้าชายแดนกับประเทศไทยผ่านสะพานข้ามลำน้ำสายแห่งที่ 2 อ.แม่สาย แต่ยังไม่อนุญาตให้ผู้คนข้ามพรมแดนไปมา สำหรับกรณีสถานบันเทิงนั้นถือเป็นจุดเปลาะบาง และได้ปิดมาตั้งแต่เดือน ก.พ.เพราะการประกาศภาวะฉุกเฉินดังกล่าว แต่ในเดือน เม.ย.ได้กลับมาเปิดอีกแต่อยู่ภายใต้เคอร์ฟิวที่กำหนดตั้งแต่เวลา 22.00-04.00 น.ทำให้เดิมที่เคยมีนักท่องเที่ยวที่เป็นนักธุรกิจจากเมืองย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และในท่าขี้เหล็ก พบว่าคนกลุ่มนี้ได้เดินทางกลับแล้วจึงเหลือกลุ่มนักท่องเที่ยวในพื้นที่ ชาวไต ว้า จีน แต่ไม่พบว่ามีการข้ามไปท่องเที่ยวของคนในฝั่งไทย ปัจจุบันเมืองท่าขี้เหล็กมีการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ที่ได้รับจากประเทศอินเดียอย่างต่อเนื่องทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชน

“สำหรับการปฏิบัติงานที่ชายแดนทางเจ้าหน้าที่บูรณาการกับทั้งตำรวจและฝ่ายปกครอง ในการลาดตระเวนเฝ้าตรวจตลอดแนวและเพิ่มความถี่ในการปฏิบัติงานทั้งกลางวันและกลางคืน มีการติดตั้งไฟส่องสว่าง รั้วลวดหนาม กล่องวงจรปิด โดรนสอดแนม โดยทางกองทัพบกได้อนุมัติเพิ่มเติมกำลังพลจำนวน 28 ชุดปฏิบัติการ และกองกำลังผาเมืองสั่งให้เพิ่มอีก 8 ชุดปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการสกัดกั้นทำให้ห้วงที่ผ่านมาสามารถจับกุมแรงงานต่างด้าวได้จำนวน 151 ราย ผู้นำพา 16 คน และส่งกลับบุคคลต่างด้าวแล้ว 51 คน” เสธ ฉก.ม.3 กล่าว

ส่วน สถานกาณ์ฝั่ง สปป.ลาว ด้วยว่าปัจจุบันเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ตรงกันข้าม อ.เชียงแสน ที่ตั้งของโครงการคิงส์โรมัน มีการปิดการเข้าออกหรือล็อคดาวน์ตั้งแต่วันที่ 6-20 พ.ค.นี้ และมีการระดมฉีดวัคซีนชิโนฟาร์มให้กับพนักงานและชาวลาวทุกคนที่อยู่ภายในโครงการแล้ว 223 คน ในจำนวนนี้ทราบว่ามีคนไทยทำงานในโครงการด้วยแต่ขอทำงานต่อและไม่ขอเดินทางกลับประเทศไทย
/////////////////////////////

Related posts